10 เทคนิคแจกของในงานแฟร์ ให้ลูกค้าจำแบรนด์และต่อยอดยอดขายได้จริง

การแจกของในงานแฟร์ งานแสดงสินค้า หรือ Exhibition / Trade Show เป็นหนึ่งในวิธีดึงดูดผู้เข้าชมให้เดินเข้าบูธได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม หลายธุรกิจมักพบปัญหาว่า แจกของไปเป็นจำนวนมาก แต่ลูกค้ากลับจำไม่ได้ว่าได้รับของจากแบรนด์ใด หรือแม้ของแจกจะหมดอย่างรวดเร็ว ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายหรือสร้างรายชื่อลูกค้าใหม่ตามที่คาดหวัง

สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะของแจกไม่มีคุณภาพเสมอไป แต่เกิดจากการ “แจกโดยไม่มีกลยุทธ์”

หากแจกให้ทุกคนที่เดินผ่านโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย และไม่มีขั้นตอนเชื่อมต่อไปสู่การขาย ของแจกก็อาจกลายเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถวัดผลได้

บทความนี้จะพาคุณไปดูวิธีเลือกและแจกของในงานแฟร์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ เกิดการมีส่วนร่วม และสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อได้หลังจบงาน

หัวข้อ

เทคนิคแจกของในงานแฟร์ ให้ลูกค้าจำแบรนด์และต่อยอดยอดขายได้จริง

ทำไมการแจกของในงานแฟร์จึงสำคัญ?

ของแจก หรือ Giveaway ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเรียกคนให้เดินเข้าบูธเท่านั้น แต่สามารถทำหน้าที่ทางการตลาดได้หลายด้าน

ดึงดูดผู้เข้าชมเข้าสู่บูธ

ของแจกที่น่าสนใจสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้คนที่กำลังเดินผ่านหยุดมองและตัดสินใจเดินเข้ามาภายในบูธ

เมื่อผู้เข้าชมเข้ามาแล้ว ทีมงานจะมีโอกาสพูดคุย แนะนำสินค้า และสอบถามความต้องการได้มากขึ้น

สร้างการจดจำแบรนด์

หากของแจกถูกใช้งานเป็นประจำและมีชื่อแบรนด์ปรากฏอย่างเหมาะสม ลูกค้าจะเห็นแบรนด์ซ้ำหลายครั้งหลังจบงาน

ของแจกจึงสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อโฆษณาที่อยู่กับลูกค้าได้นานกว่าป้ายหรือสื่อภายในงาน

กระตุ้นการซื้อ

ของแจกสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโปรโมชั่น เช่น ซื้อครบตามยอดแล้วได้รับของสมนาคุณ หรือซื้อสินค้ารุ่นที่กำหนดแล้วได้รับของพิเศษ

แนวทางนี้ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจและเพิ่มมูลค่าการซื้อต่อบิลได้

ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า

แทนที่จะแจกของทันที ธุรกิจสามารถกำหนดให้ผู้เข้าชมลงทะเบียน เพิ่มเพื่อนใน LINE Official Account หรือให้ข้อมูลที่จำเป็นก่อนรับของ

วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนงบประมาณของแจกให้กลายเป็นฐานข้อมูลสำหรับการตลาดและการติดตามลูกค้าหลังจบงาน

หากวางแผนอย่างเหมาะสม ของแจกจะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของฟรี แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยดึงคน สร้างภาพจำ และสนับสนุนการขายได้พร้อมกัน


หลักคิดก่อนเลือกของแจกในงานแฟร์

ก่อนสั่งผลิตของแจก ควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการใช้ของแจกเพื่ออะไร

ต้องการดึงคนเข้าบูธ เก็บข้อมูล กระตุ้นยอดขาย ขอบคุณลูกค้า หรือสร้างการจดจำในระยะยาว?

เมื่อเป้าหมายชัดเจน จะสามารถเลือกประเภทของแจก จำนวน และเงื่อนไขในการแจกได้เหมาะสมมากขึ้น

1. แจกเพื่อให้คนจำ ไม่ใช่แจกเพื่อให้หมด

ความสำเร็จของของแจกไม่ควรวัดจากจำนวนของที่แจกหมดภายในงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากจำนวนคนที่จดจำแบรนด์ มีปฏิสัมพันธ์ หรือกลับมาติดต่อธุรกิจภายหลัง

ของแจกที่ดีควรเป็นของที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้ต่อได้จริง เช่น

  • ปากกา
  • กระเป๋าผ้า
  • แก้วน้ำ
  • สมุดโน้ต
  • อุปกรณ์จัดระเบียบ
  • สายชาร์จ
  • ที่วางโทรศัพท์
  • สินค้าทดลอง

เมื่อของแจกถูกใช้งานบ่อย ลูกค้าจะมองเห็นชื่อหรือโลโก้ของแบรนด์ซ้ำอย่างเป็นธรรมชาติ

ในทางกลับกัน ของที่ดูน่าสนใจเพียงชั่วคราวแต่ไม่มีประโยชน์ในการใช้งาน อาจถูกทิ้งหรือเก็บไว้โดยไม่สร้างการจดจำใด ๆ

ก่อนเลือกของแจก ลองถามว่า

  • ลูกค้าจะนำของชิ้นนี้ไปใช้จริงหรือไม่?
  • จะใช้ได้นานแค่ไหน?
  • แบรนด์จะปรากฏอยู่ในสายตาของลูกค้าบ่อยเพียงใด?
  • ของชิ้นนี้เหมาะกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่?

คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้เลือกของที่คุ้มค่ากว่าการมองจากราคาต่อชิ้นเพียงอย่างเดียว

2. เลือกของแจกให้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ของแจกที่เชื่อมโยงกับสินค้า บริการ หรือบริบทของแบรนด์ จะช่วยให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายกว่าของที่เลือกแบบทั่วไป

ตัวอย่างเช่น

  • ธุรกิจอาหารอาจแจกช้อน กล่องอาหาร หรือกระเป๋าเก็บความเย็น
  • ธุรกิจเทคโนโลยีอาจแจกอุปกรณ์จัดสายชาร์จ ที่วางโทรศัพท์ หรือ Gadget ขนาดเล็ก
  • ธุรกิจสุขภาพอาจแจกสินค้าทดลอง กระเป๋าใส่ยา หรืออุปกรณ์ดูแลสุขภาพ
  • ธุรกิจความงามอาจแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ กระจกพกพา หรือกระเป๋าเครื่องสำอาง
  • ธุรกิจรักษ์โลกอาจแจกกระเป๋าผ้า แก้วใช้ซ้ำ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิล
  • ธุรกิจท่องเที่ยวอาจแจกป้ายกระเป๋า หมอนรองคอ หรือซองใส่พาสปอร์ต

ของที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจะทำให้ผู้รับสามารถเชื่อมโยงสิ่งของกับแบรนด์ได้ทันที และยังช่วยเริ่มต้นบทสนทนาเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเลือกของที่เกี่ยวข้องโดยตรงเสมอไป หากของนั้นสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายและภาพลักษณ์ของแบรนด์ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน

3. ใส่แบรนด์ให้เด่น แต่ไม่ทำให้ของดูเหมือนป้ายโฆษณา

การใส่ชื่อหรือโลโก้ลงบนของแจกเป็นสิ่งสำคัญ แต่ควรออกแบบให้อยู่ในระดับที่ผู้รับรู้สึกอยากนำไปใช้จริง

หากโลโก้มีขนาดใหญ่เกินไป ใช้สีมากเกินไป หรือใส่ข้อความโฆษณาจำนวนมาก ของแจกอาจดูเหมือนสื่อประชาสัมพันธ์มากกว่าสิ่งของที่น่าใช้

แนวทางที่เหมาะสมคือ

  • ใช้โลโก้ที่มองเห็นได้ชัด
  • เลือกสีให้ตรงกับ Corporate Identity
  • ใช้ข้อความสั้นและจำง่าย
  • หลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลจำนวนมาก
  • เลือกตำแหน่งโลโก้ให้เหมาะกับการใช้งาน
  • รักษาความสวยงามของตัวสินค้าเป็นหลัก

บางกรณีอาจใช้เพียงชื่อแบรนด์หรือสัญลักษณ์ที่คนจดจำได้ แทนการใส่ทั้งเบอร์โทรศัพท์ เว็บไซต์ และข้อความขายลงบนของชิ้นเดียว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถใช้ QR Code ขนาดเล็กบนบรรจุภัณฑ์ การ์ด หรือป้ายที่แนบไปกับของแจกได้

exhibition booth

เทคนิคแจกของให้ลูกค้าจำแบรนด์และสร้างผลลัพธ์

เมื่อเลือกของแจกได้แล้ว วิธีการแจกก็มีความสำคัญไม่แพ้ตัวสินค้า เพราะเป็นจุดที่เชื่อมระหว่างผู้เข้าชมกับแบรนด์

4. กำหนดเงื่อนไขในการรับของแจก

ไม่ควรแจกของที่มีต้นทุนให้ทุกคนทันทีโดยไม่มีการแลกเปลี่ยนใด ๆ เพราะอาจดึงดูดคนที่ต้องการรับของเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้สนใจสินค้าหรือบริการ

สามารถกำหนดเงื่อนไขง่าย ๆ เช่น

  • เพิ่มเพื่อนใน LINE Official Account
  • กดติดตามช่องทางโซเชียลมีเดีย
  • ลงทะเบียนข้อมูล
  • ทดลองสินค้า
  • ตอบแบบสอบถาม
  • เล่นเกมหรือร่วมกิจกรรม
  • นัดหมายพูดคุยกับทีมขาย
  • ขอใบเสนอราคา
  • ซื้อสินค้าตามยอดที่กำหนด

เงื่อนไขควรใช้เวลาไม่นานและสัมพันธ์กับเป้าหมายทางธุรกิจ

หากต้องการสร้างฐานข้อมูล อาจให้ลงทะเบียนผ่าน QR Code หากต้องการให้คนรู้จักสินค้า ควรให้ทดลองหรือรับฟังการแนะนำก่อนรับของ

ข้อมูลที่ขอควรมีเท่าที่จำเป็น ไม่ควรให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มยาวเกินไปเพียงเพื่อแลกกับของชิ้นเล็ก เพราะอาจทำให้รู้สึกว่าไม่คุ้มค่าและตัดสินใจไม่เข้าร่วม

ควรแจ้งให้ผู้ลงทะเบียนทราบด้วยว่าจะนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และดูแลข้อมูลให้เหมาะสม

5. ทำของแจกแบบ Limited Edition

ของแจกที่มีจำนวนจำกัดสามารถเพิ่มความน่าสนใจและสร้างความรู้สึกพิเศษได้มากกว่าของแจกทั่วไป

ตัวอย่างการกำหนดจำนวน ได้แก่

  • แจกวันละ 100 ชิ้น
  • แจกเฉพาะ 50 คนแรก
  • มีเฉพาะภายในงานนี้
  • รับได้เฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า
  • มีลายหรือสีพิเศษเฉพาะงาน
  • แจกตามช่วงเวลาที่กำหนด

ความจำกัดช่วยสร้าง FOMO หรือความรู้สึกกลัวพลาด ทำให้ผู้เข้าชมตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องสื่อสารตามความจริง ไม่ควรใช้คำว่า “จำนวนจำกัด” หากมีการแจกอย่างไม่จำกัด เพราะอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์

การแบ่งจำนวนของแจกเป็นรอบยังช่วยควบคุมไม่ให้ของหมดตั้งแต่ช่วงแรก และทำให้บูธมีกิจกรรมดึงดูดผู้เข้าชมตลอดทั้งวัน

6. ใช้ของแจกเป็นตัวเปิดบทสนทนา

ของแจกไม่ควรถูกยื่นให้ผู้เข้าชมแล้วจบบทสนทนา แต่ควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุยเกี่ยวกับสินค้าและความต้องการของลูกค้า

ตัวอย่างการพูด เช่น

  • “ของชิ้นนี้ออกแบบมาให้ใช้คู่กับสินค้ารุ่นนี้ครับ”
  • “ลูกค้าที่ทดลองผลิตภัณฑ์จะได้รับตัวอย่างกลับไปใช้ต่อค่ะ”
  • “ชุดนี้เป็นของสมนาคุณสำหรับโปรโมชั่นภายในงานครับ”
  • “ปกติคุณใช้อุปกรณ์ประเภทนี้อยู่หรือยังคะ?”
  • “สนใจรับตัวอย่างไปทดลองกับงานด้านไหนครับ?”

การเริ่มจากของแจกช่วยให้บทสนทนาดูเป็นธรรมชาติและมีความกดดันน้อยกว่าการเริ่มเสนอขายโดยตรง

ทีมงานควรได้รับการฝึกให้เข้าใจว่า ของแจกแต่ละประเภทเชื่อมต่อกับสินค้าหรือข้อเสนอใด เพื่อให้สามารถพาผู้เข้าชมเข้าสู่การทดลอง การแนะนำสินค้า หรือการเก็บข้อมูลได้ต่อเนื่อง

7. ออกแบบของแจกให้น่าถ่ายรูปและแชร์ต่อ

ของแจกที่มีดีไซน์สวย แปลกใหม่ หรือมีข้อความที่สะท้อนตัวตนของผู้รับ สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายภาพและแชร์ลงบนโซเชียลมีเดียได้

แนวทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกแชร์ ได้แก่

  • ใช้สีและรูปทรงที่โดดเด่น
  • ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้น่าสนใจ
  • มีข้อความสั้น ๆ ที่คนรู้สึกอยากถ่าย
  • ทำเป็นคอลเลกชันหลายแบบ
  • ให้ลูกค้าเลือกสีหรือลายได้
  • เปิดให้ปรับแต่งชื่อหรือข้อความ
  • เชื่อมกับมุมถ่ายภาพภายในบูธ
  • เพิ่มแฮชแท็กหรือกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย

ของแจกที่ถ่ายรูปได้จะช่วยขยายการมองเห็นแบรนด์ออกไปนอกพื้นที่งาน โดยผู้เข้าชมเป็นผู้ช่วยสร้างคอนเทนต์ให้โดยสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม ชื่อแบรนด์ควรปรากฏในตำแหน่งที่มองเห็นได้ในภาพ แต่ไม่ควรใหญ่จนทำให้ผู้รับไม่อยากแชร์

8. แจกให้ถูกคน มากกว่าเน้นแจกให้เยอะ

การแจกของจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างยอดขายหรือการจดจำที่ดีขึ้น

ธุรกิจควรพิจารณาว่าของแจกแต่ละระดับควรมอบให้ใคร เช่น

  • ผู้เข้าชมทั่วไป
  • ผู้ที่ทดลองสินค้า
  • ลูกค้าที่มีแนวโน้มซื้อ
  • คู่ค้าทางธุรกิจ
  • ลูกค้ารายสำคัญ
  • ผู้ที่นัดหมายล่วงหน้า
  • ผู้ที่ซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข

อาจแบ่งของแจกเป็นหลายระดับได้ เช่น

ของแจกทั่วไป

ต้นทุนไม่สูง ใช้สำหรับดึงคนเข้าบูธหรือใช้กับกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

ของสำหรับ Qualified Lead

มีมูลค่าเพิ่มขึ้น มอบให้ผู้ที่มีความสนใจจริง ให้ข้อมูลครบ หรือนัดหมายกับทีมขาย

ของสำหรับลูกค้ารายสำคัญ

เป็นของพรีเมียมหรือ Gift Set สำหรับลูกค้าเดิม ผู้บริหาร คู่ค้า หรือผู้มีโอกาสสร้างมูลค่าทางธุรกิจสูง

การแบ่งระดับช่วยควบคุมงบประมาณและทำให้ของที่มีมูลค่าสูงถูกมอบให้กับกลุ่มที่เหมาะสมมากที่สุด

9. ทำของแจกเป็นชุด หรือ Bundle

ของแจกสามารถนำมาใช้เพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อได้ โดยผูกเข้ากับเงื่อนไขการซื้อหรือแพ็กเกจสินค้า

ตัวอย่างเช่น

  • ซื้อครบ 1,000 บาท รับ Gift Set
  • ซื้อสินค้ารุ่นพิเศษ รับอุปกรณ์เสริม
  • ซื้อสองชิ้น รับกระเป๋าหรือกล่องจัดเก็บ
  • สมัครแพ็กเกจภายในงาน รับของสมนาคุณ
  • สั่งซื้อภายในงาน รับชุดทดลองเพิ่มเติม
  • ซื้อครบตามจำนวน รับของพรีเมียมที่ไม่มีจำหน่าย

การทำ Bundle ช่วยเพิ่ม Average Order Value หรือมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อบิล โดยลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความคุ้มค่ามากขึ้น

ของแจกในชุดควรช่วยเสริมการใช้งานของสินค้าหลัก หรือสร้างประสบการณ์หลังการซื้อให้ดีขึ้น ไม่ควรเป็นของที่ไม่มีความเกี่ยวข้องเพียงเพื่อเพิ่มจำนวนชิ้น

10. เชื่อมของแจกไปสู่ขั้นตอนการขายต่อ

ของแจกไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของการสื่อสาร แต่ควรมีเส้นทางที่ชัดเจนว่าหลังจากลูกค้าได้รับของแล้ว ต้องการให้ทำอะไรต่อ

ตัวอย่าง Call to Action ได้แก่

  • สแกน QR Code เพื่อรับส่วนลดครั้งถัดไป
  • เพิ่มเพื่อนใน LINE เพื่อดูวิธีใช้
  • ลงทะเบียนรับคำปรึกษา
  • กรอกรหัสบนของแจกเพื่อรับสิทธิพิเศษ
  • เข้าเว็บไซต์เพื่อดาวน์โหลดข้อมูล
  • นัดทดลองสินค้าหรือสาธิตระบบ
  • ใช้คูปองภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • โพสต์ภาพพร้อมแฮชแท็กเพื่อลุ้นรางวัล

หากแจกสินค้าทดลอง ควรมีคำแนะนำการใช้ ช่องทางสอบถาม และข้อเสนอสำหรับซื้อสินค้าขนาดจริง

หากแจกอุปกรณ์ทั่วไป อาจแนบการ์ดที่มีข้อมูลสินค้า โปรโมชั่น หรือช่องทางติดต่อกลับ

ทุกชิ้นควรมีคำตอบว่า ของแจกชิ้นนี้จะช่วยพาผู้รับกลับมาหาแบรนด์ได้อย่างไร

ตัวอย่างของแจกที่ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์

ของแจกที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และลักษณะธุรกิจ แต่ตัวอย่างที่นำไปประยุกต์ใช้ได้มีดังนี้

ปากกาคุณภาพดี

เป็นของที่ใช้งานได้บ่อยและมีพื้นที่สำหรับใส่ชื่อแบรนด์ เหมาะกับงาน B2B งานประชุม และงานที่มีการจดข้อมูล

ควรเลือกคุณภาพที่เขียนลื่น เพราะปากกาที่ใช้งานไม่ดีอาจสร้างความรู้สึกด้านลบต่อแบรนด์ได้

กระเป๋าผ้า

มีพื้นที่สำหรับออกแบบกราฟิก และผู้รับสามารถถือใช้ภายในงานได้ทันที ทำให้ชื่อแบรนด์ถูกมองเห็นโดยผู้เข้าชมคนอื่น

ควรออกแบบให้สวยและใช้งานได้หลังงาน ไม่ใช่เพียงพิมพ์โลโก้ขนาดใหญ่บนกระเป๋าธรรมดา

แก้วน้ำหรือกระบอกน้ำ

เป็นของที่สามารถใช้งานได้นานและมักอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำให้ผู้รับมองเห็นแบรนด์ได้เป็นประจำ

เหมาะกับของแจกสำหรับลูกค้ารายสำคัญ หรือใช้เป็นรางวัลจากกิจกรรมที่ต้องการข้อมูลคุณภาพ

สมุดโน้ต

เหมาะกับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ นักเรียน นักศึกษา และผู้เข้าร่วมสัมมนา สามารถออกแบบหน้าปกให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้

อุปกรณ์โทรศัพท์

เช่น ที่วางโทรศัพท์ อุปกรณ์จัดสาย หรือกระเป๋าใส่อุปกรณ์ เหมาะกับกลุ่มที่ใช้งานเทคโนโลยีเป็นประจำ

สินค้าทดลอง

เป็นหนึ่งในของแจกที่เชื่อมโยงกับการขายได้ชัดเจนที่สุด เพราะเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสคุณภาพของสินค้าจริง

ควรแนบวิธีใช้ ช่องทางซื้อ และโปรโมชั่นสำหรับการสั่งซื้อหลังทดลอง

คูปองหรือสิทธิพิเศษ

แม้จะไม่ใช่สิ่งของ แต่สามารถกระตุ้นให้ผู้รับกลับมาซื้อหรือติดต่อธุรกิจได้โดยตรง

ควรกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้ชัดเจน พร้อมมีระบบติดตามว่าคูปองถูกใช้จากกิจกรรมใด


วิธีเลือกของแจกตามเป้าหมาย

ต้องการดึงคนเข้าบูธ

เลือกของที่มองเห็นง่าย เข้าใจได้ทันที และสามารถแจกผ่านกิจกรรมสั้น ๆ เช่น สติกเกอร์ ของชิ้นเล็ก หรือสิทธิ์ลุ้นรางวัล

ต้องการเก็บ Lead

เลือกของที่มีมูลค่ามากพอให้ลูกค้ายินดีลงทะเบียน แต่ไม่สูงจนดึงดูดเฉพาะคนที่ต้องการของฟรี

ต้องการกระตุ้นยอดขาย

ใช้ Gift with Purchase หรือของสมนาคุณตามยอดซื้อ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและมูลค่าต่อบิล

ต้องการสร้างการจดจำระยะยาว

เลือกของที่ใช้งานเป็นประจำ มีคุณภาพ และออกแบบให้ชื่อแบรนด์อยู่ในสายตาอย่างเหมาะสม

ต้องการดูแลลูกค้ารายสำคัญ

เลือก Gift Set หรือของพรีเมียมที่สะท้อนคุณค่าของแบรนด์ พร้อมมอบผ่านการพูดคุยหรือการนัดหมายส่วนตัว

สูตรลัดให้ลูกค้าจำแบรนด์จากของแจก

ของแจกที่ช่วยสร้างการจดจำได้ดีควรมีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง

ใช้บ่อย

ยิ่งลูกค้าใช้ของชิ้นนั้นเป็นประจำ ยิ่งมีโอกาสเห็นแบรนด์ซ้ำและจดจำได้มากขึ้น

เห็นบ่อย

ตำแหน่งของชื่อหรือโลโก้ควรมองเห็นได้ระหว่างใช้งาน ไม่ถูกซ่อนอยู่ในจุดที่ไม่มีใครสังเกต

เกี่ยวข้องกับแบรนด์

ของแจกควรเชื่อมโยงกับสินค้า บริการ บุคลิก หรือไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย

สามารถสรุปได้ว่า

ใช้บ่อย + เห็นบ่อย + เชื่อมโยงกับแบรนด์ = จดจำได้ง่ายขึ้น

วิธีวัดผลของแจกในงานแฟร์

เพื่อให้ทราบว่าของแจกคุ้มค่าหรือไม่ ควรกำหนดตัวชี้วัดก่อนเริ่มงาน

ตัวเลขที่สามารถวัดได้ เช่น

  • จำนวนของที่แจก
  • จำนวนผู้ลงทะเบียน
  • จำนวนผู้เพิ่มเพื่อนใน LINE
  • จำนวน Lead ที่มีคุณภาพ
  • จำนวนผู้ทดลองสินค้า
  • จำนวนคูปองที่ถูกใช้
  • ยอดขายจากโปรโมชั่นของแจก
  • จำนวนโพสต์หรือการใช้แฮชแท็ก
  • จำนวนผู้กลับมาติดต่อหลังงาน
  • ต้นทุนต่อ Lead
  • ต้นทุนต่อคำสั่งซื้อ

ไม่ควรวัดเพียงว่าของหมดหรือไม่ เพราะของที่แจกหมดเร็วอาจเกิดจากการแจกผิดกลุ่มและไม่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจเลยก็ได้

หลังจบงาน ควรเปรียบเทียบว่าของแจกประเภทใดดึงคนได้มาก ของชนิดใดสร้าง Lead ที่มีคุณภาพ และของแบบใดช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดีที่สุด

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

แจกทันทีโดยไม่พูดคุย

ทำให้ผู้รับหยิบของแล้วเดินออกจากบูธ โดยทีมงานไม่มีโอกาสแนะนำสินค้า

เลือกของที่ไม่สัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย

ของอาจดูน่าสนใจ แต่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้รับและไม่ช่วยให้เชื่อมโยงกับแบรนด์

ใส่โลโก้ใหญ่เกินไป

ทำให้ของดูเหมือนสื่อโฆษณาและลูกค้าไม่อยากนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

แจกของราคาแพงให้ทุกคน

ทำให้งบหมดเร็วและไม่สามารถมอบของให้กับลูกค้าที่มีโอกาสสร้างมูลค่าสูงได้

ไม่มีจำนวนสำรอง

ของอาจหมดก่อนช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายหลักเข้าชมงาน

ไม่มีระบบเก็บข้อมูล

แม้มีคนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก แต่ไม่สามารถติดตามหรือประเมินผลได้หลังจบงาน

ไม่มีขั้นตอนต่อหลังรับของ

ผู้รับไม่รู้ว่าควรทดลอง ซื้อ ติดต่อ หรือกลับมาเชื่อมต่อกับแบรนด์อย่างไร

สรุป

การแจกของในงานแฟร์ไม่ใช่เพียงการนำสิ่งของมามอบให้ผู้เข้าชม แต่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สามารถช่วยดึงคนเข้าสู่บูธ สร้างการจดจำ เก็บข้อมูล และเพิ่มโอกาสในการขายได้

หัวใจสำคัญคือการเลือกของที่มีประโยชน์ สอดคล้องกับแบรนด์ และเหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมออกแบบวิธีแจกให้เชื่อมโยงกับกิจกรรม การพูดคุย หรือขั้นตอนการซื้อ

แทนที่จะเน้นแจกให้ได้มากที่สุด ควรให้ความสำคัญกับการแจกให้ถูกคน และกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการผลลัพธ์อะไรจากของแต่ละประเภท

เมื่อวางแผนอย่างเป็นระบบ ของแจกจะไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายภายในงาน แต่จะกลายเป็นสื่อโฆษณาที่เดินทางไปกับลูกค้า ช่วยสร้างภาพจำ และพาผู้รับกลับมาเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้หลังจบงาน

สอถามข้อมูลเพิ่มเติม

AHA Medesign พร้อมให้คำปรึกษาด้านการวางแผนและออกแบบบูธแสดงสินค้าให้สอดคล้องกับกิจกรรม โปรโมชั่น และกลยุทธ์ของแจกภายในงาน

ทีมงานสามารถช่วยจัดพื้นที่แจกของ จุดลงทะเบียน มุมกิจกรรม และเส้นทางของผู้เข้าชม เพื่อให้ของแจกไม่ได้เพียงดึงคนเข้าบูธ แต่ช่วยสร้างประสบการณ์ การจดจำ และโอกาสทางธุรกิจให้กับแบรนด์ได้อย่างคุ้มค่า

ติดต่อเรา AHA-Medesign